เรื่องย่อ ‘Hi Bye Mama! บ๊ายบายแม่จ๋า’ และรีวิวซีรี่ส์ ทำไมถึงต้องดูเรื่องนี้???

เรื่องย่อ ‘Hi Bye Mama! บ๊ายบายแม่จ๋า’ และรีวิวซีรี่ส์ ทำไมถึงต้องดูเรื่องนี้???

Hi Bye, Mama! (2020) : บ๊ายบายแม่จ๋า | 16 ตอน (จบ) — EP 13 - ดูหนังออนไลน์ หนังใหม่ชนโรงฟรี 2020 เต็มเรื่อง

เรื่องย่อ ‘Hi Bye Mama! บ๊ายบายแม่จ๋า’  เรื่องราวของ ‘ชายูริ’ (รับบทโดย คิมแทฮี) หญิงสาวท้องแก่ที่เสียชีวิตไปแล้วกลายเป็นวิญญาณ แต่ทว่าความรักและความคิดถึงลูก ทำให้เธอไม่สามารถจากโลกไปและคอยวนเวียนอยู่เคียงข้างลูกสาว ‘โจซออู’ (รับบทโดย ซออูจิน) มาตลอด 5 ปี แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าการวนเวียนอยู่ข้าง ๆ จะทำให้ลูกของเธอจิตอ่อน และเริ่มที่จะมองเห็นวิญญาณ จนกระทั่งเธอได้รับโอกาสให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งเป็นเวลา 49 วัน โดยมีเงื่อนไขว่า หากเธอสามารถกลับไปอยู่จุดเดิม ก่อนที่เธอจะตายจากมาได้ เธอจะได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง และมันคงจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจสุด ๆ ถ้านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอต้องเข้าไปแทรกกลางระหว่าง ‘โจคังฮวา’ (รับบทโดย อีคยูฮยอง) สามีเก่าของเธอที่กำลังพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่กับ ‘โอมินจอง’ (รับบทโดย โกโบกยอล) หญิงสาวที่ก้าวเข้ามาเป็นแสงสว่างในชีวิตให้กับเขาอีกครั้งในฐานะภรรยาและออมม่าของลูกสาวที่เธอรักที่สุด

เป็นซีรีส์ที่ฉากเรียกน้ำตามาได้เหมือนกระดิกนิ้ว ส่งตรงจากเกาหลี อย่าง Hi Bye, Mama! ที่เดินทางมาถึงอีพีสุดท้ายเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นของการดูซีรีส์เรื่องนี้มาจากภาพที่แชร์กันในทวิตเตอร์ว่าเด็กน้อย “ซออูจิน” ที่รับบาทลูกสาวของ “คิมแทฮี” ในเรื่องเป็นเด็กผู้ชาย แต่มารับบทนี้ได้เพราะว่าหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ “คิมแทฮี” นางเอกสายวัย 40 กะรัตเมื่อครั้งเธอเป็นเบบี๋ ก่อนจะคลิกเข้ามาดูแล้วตกหลุมให้กับความน่ารักของเด็กน้อยจนถอนตัวไม่ขึ้น แล้วก็พบว่าซีรีส์เรื่องนี้ให้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว “ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ชีวิตก็เป็นเรื่องของการจากลา” ประโยคหนึ่งที่ชอบมากจากตัวละครผีในเรื่อง เพราะมันเป็นประโยคที่ทำให้เรารู้จักยอมรับความจริงได้มากที่สุดว่าไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป และการจากลานั้นเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดา

Hi Bye, Mama! เป็นซีรีส์ที่เล่าถึงเรื่องราวของผี “คุณแม่ชายูรี” ที่ไม่รู้ว่าได้รับบทลงโทษหรือรางวัลจากเบื้องบนให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง หลังจากที่เสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อนจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงและเธอขอเลือกปกป้องชีวิตในครรภ์ให้สามารถลืมตาขึ้นมาดูโลก แต่เธอกลับต้องตายจากไปโดยที่ไม่มีโอกาสได้บอกลาสามี “คุณหมอโชคังฮวา” และครอบครัวเลยแม้แต่คนเดียว

โจทย์ของการกลับมาแบบงงๆ ในเรื่องมีเงื่อนไขว่าหาก “ชายูรี” สามารถกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง สถานะอย่างที่เธอเป็นก่อนตายจากไปได้แบบสมบูรณ์แล้วละก็ เธอจะกลายเป็นคนและสามารถอยู่ต่อบนโลกนี้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเตรียมตัวไปเกิดใหม่ สิ้นสุดสเตตัสทั้งผีและคน หากมองให้ง่ายดายที่สุดก็เพียงแค่กลับไปบอกทุกคนในครอบครัว และอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าครอบครัวต้องพร้อมใจอ้าแขนรับให้การกลับมาของเธอแน่นอน และใช่ค่ะมันไม่ง่ายแบบนั้น (เนื้อเรื่อง 16 อีพีจะเหลือ 5 อีพีเอานะ) “ยูรี” เฝ้ามองครอบครัวมาตลอด 5 ปีที่เธอจากไป และรู้ว่าคนรอบข้างเริ่มคลายจากความเศร้าที่เธอจากไปกันได้มากขึ้น เลยกลายเป็นการตัดสินใจครั้งแรกว่าเธออยากอยู่ใกล้ชิดลูกให้มากที่สุด ไม่ไปเปิดเผยตัวเองกับสามี ครอบครัว และเพื่อน โดยมีภาระกิจหลักคือปัดเป่าผีที่อยู่รอบๆ ตัวซออู ลูกสาววัย 5 ขวบที่มีซิกซ์เซ้นส์ (ซออูมองเห็นผีตั้งแต่เกิดเพราะว่ายูรีที่เป็นผีอยู่ใกล้ๆ ตลอด เหมือนแบบจิตเด็กอ่อนเลยเห็นผีได้ง่าย) และหวังว่าจะทำให้พัฒนาการของลูกดีขึ้น ตามความคิดของเธอที่ว่า “ลูกคือวันพรุ่งนี้ของคนเป็นพ่อแม่”

ความเป็นแม่ลูกของ “ชายูรี-ซออู” เรื่องนี้ถูกมองจากคนภายนอกเข้ามาเสมอว่ามีทั้งคู่มีหน้าตาคล้ายกันสุดๆ และตัวแม่ก็ออกอาการเห่อลูกสาวกว่าใคร การทำงานในเนิร์สเซอรี่ของ “ชายูรี” ทำให้มีโอกาสได้ดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิด เรื่องใส่ซีนแม่คอยดูแล ปกป้องลูก แต่ก็มักจะหักมุมด้วยความเศร้าเมื่อความรักของ “ชายูรี” ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ของ “โอมินจอง” (โกโบกยอล) ภรรยาใหม่ที่แต่งงานเข้ามาช่วยแบ่งเบาความทุกข์และช่วยดูแลลูกให้กับ “โชคังฮวา” ได้เลย เพราะว่าตลอด 5 ปีเธอก็พยายามทำหน้าที่ได้ดีไม่น้อย (ขณะที่ชายูรีที่วนเวียนอยู่แตะต้องตัวลูกไม่ได้) แต่ฟาก “โอมินจอง” เองก็มีปมว่าเธอยังทำหน้าที่ของแม่ได้ไม่ดีพอ จากพัฒนาการของ “ซออู” ที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูด รวมไปถึงหน้าที่ของภรรยา เพราะว่ายังมีกำแพงความเศร้าของ “คังฮวา” ที่ยังมีต่อ “ชายูรี” อยู่ เรียกว่าเป็นปมที่ผูกแน่นกันระหว่าง 4 คนพ่อแม่ลูกแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

พ้อยท์เรื่องความสัมพันธ์ทำให้เราอดหงุดหงิดไม่ได้เลยระหว่างดู เพราะว่า “ชายูรี” เก็บงำความลับเรื่อง 49 วันของตัวเอง จนพอมีอะไรมาสะกิดเข้าเรื่อยๆ ตัวละครก็เอาแต่ “ขอโทษ” “ไม่เป็นไรนะ” กันเฟ้อมาก หรือพื้นฐานคนเกาหลีสุภาพและก็ถนอมน้ำใจกันสุดๆ ไปเลย ได้แต่สงสัย แต่เอาเถอะสุดท้ายปมก็ค่อยๆ คลายมากขึ้น “ชายูรี” มีโอกาสได้คลายปมให้กับสามีที่มีอาการป่วยกลัวห้องผ่าตัดตั้งแต่เธอเสียชีวิต เพราะว่าได้ไปปลอบด้วยตัวเอง มีโอกาสได้ทำดีตอบแทน “โอมินจอง” ที่ดูแลลูกให้อย่างดี ด้วยการเป็นเพื่อนคนแรก (ตั้งแต่ดูมาชีไม่สุงสิงกับใครเลย) คอยเอาใจใส่ ซื้อของที่ชอบให้ เนี้ยะ ทุกตัวละครดีเกินไปจริงๆ จนทำให้บทสรุปมันเศร้าและตัดสินใจยากอ่ะ ว่าแบบชายูรีควรมาแทนที่เดิมของโอมินจอง (ทวงตำแหน่งเดิมของภรรยาและออมม่า)

ตัดภาพมาที่ครอบครัวของ “ชายูรี” กันบ้าง คือทุกคนไม่ค่อยมูฟออนจากการตายของชายูรีได้เลย โดยเฉพาะแม่ที่ไปสวดมนต์ที่วัดตลอด หาอะไรบรรเทาเวลาคิดถึงลูกสาวคนโตมากๆ แต่เข้าใจนะ เพราะว่าตอนสุดท้ายเรื่องก็มาเฉลยว่าปมของแม่คือวันสุดท้ายไม่ได้ห้ามลูกสาวไม่ให้ไปทำงาน จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น เนี้ยะโทษเป็นความผิดของตัวเองอีกแล้ว ทุกคนหยุดโทษตัวเองก่อน อย่างไรก็ตามขอเฉลยแรงๆ เลยว่าการคัมแบ็คของชายูรีมาจากความรักความคิดถึงของคุณแม่นี่แหละ บทคุณแม่ถ่ายทอดความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลูกได้ดีไม่แพ้ที่ชายูรีมีต่อลูกเลย นักแสดงๆ ดีมาก และเรื่องหน้าเหมือนขอการันตีว่าคู่แม่ลูกรุ่นใหญ่นี้หน้าตาเหมือนกันหลายมุมมาก แคสต์นักแสดงดีอ่ะ ชอบตรงนี้ โอเคกลับมา ใดๆ คือการคัมแบ็คของชายูรีก็มาเติมเต็มแผลในใจของแม่และครอบครัวสุดๆ เมื่อลูกสาวคนโตกลับมามีชีวิต ครอบครัวนี้กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้นมาก เห็นซีนกินข้าวแบบอบอุ่นเป็นครั้งแรกของเรื่องเลย เรื่องนี้ถ่ายซีนโต๊ะอาหารน้อยมาก จนกระทั่งชายูรีกลับมานี่แหละ การจากไปที่เคยทำให้เศร้าถูกแก้ด้วยความสดใสของชายูรี และมีโอกาสให้ทุกคนแสดงความรักความห่วงใยในครอบครัวแบบปลดล็อค แม่ได้ทำอาหาร น้องสาวได้ซื้อเสื้อผ้าให้พี่ ที่นี่แหละที่เปิดอ้าแขนได้เสมอเลย พ่อแม่พี่น้องเป็นแล้วเป็นเลยจริงๆ กลับมาตอนไหนก็ยังเป็นสถานะเดิมไม่เปลี่ยน

การกลับมามีชีวิตถือว่าเป็นการคลายปมของเธอที่จากไปแบบไม่ทันตั้งตัวได้ดีที่สุด ก่อนที่ท้ายเรื่องจะนำไปสู่การจากลาตลอดไปแต่ไม่มีห่วงอะไรอีกต่อไป ทั้งคนอยู่และคนตาย เหมือนอีพีตอนจบที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “กลีบดอกร่วงหล่น แต่ดอกไม้ยืนยง ส่วนกลิ่นที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกนี้ฝังลึกลงไปในความทรงจำของเรา” ส่วนความตายในเรื่องนี้ก็ให้แง่คิดว่ามันไม่ใช่คำตอบของการตัดความทุกข์ใจออกไปเลย ในเรื่องเล่าชีวิตหลังความตายผ่านตัวละครผีที่ยังทนทุกข์ต่อ เพราะว่าไม่สามารถปลดห่วง หรือถึงวาระที่ขึ้นสวรรค์-ลงนรกไปได้ ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยังคงอยู่บนโลกใบที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว และอยู่มองเห็นคนรอบข้างที่ยังมีชีวิตอยู่ รับรู้ความเป็นไป ความทุกข์ของเขา และหากเป็นการจากไปที่ยังไม่ถึงแก่เหตุและเวลาอันสมควร รังแต่จะทิ้งความเศร้าไว้เบื้องหลัง

ส่วนอีกประเด็นที่ผ่านไม่ได้เลยคือ นอกเหนือจากแคสติ้งที่ดีแล้ว จุดเด่นของเรื่องที่เราชอบคือการแฟลชแบ็คกลับไปอดีตหรือเหตุการณ์ต่างๆ แล้วไม่สะดุด เนื้อเรื่องร้อยเรียงเป็นเหตุเป็นผล อธิบายการกระทำต่างๆ ของตัวละครได้ดีทีเดียว เช่นตอนเหตุการณ์อุบัติของชายูรี เกี่ยวข้องกับสายโทรศัพท์ที่เพิ่งวางไปของแม่ โมเมนต์ขอให้คุณหมอผ่าตัดช่วยลูก รวมไปถึงเหตุการณ์ที่โชคังฮวาไม่สามารถมาช่วยภรรยาได้เพราะว่าติดเคสผ่าตัดอื่นอยู่ เรื่องมันไม่ขาดช่วงให้สงสัยเลย (แต่ต้องอดทนรอนะ จังหวะคลี่คลายจะค่อยๆ ปล่อยมาทีละนิด) และเรื่องนี้เขาไม่ได้ขายดราม่าอย่างเดียวนะจ๊ะ มีคอมเมดี้จากแก๊งเพื่อนๆ ของพระ-นาง และแก๊งแม่ๆ ขาเม้าท์มาเปลี่ยนอารมณ์ให้สนุกเป็นระยะๆ ด้วย นอกจากนั้นขอให้คะแนนพิเศษโลเคชั่นน่ารักๆ ในเรื่อง เช่น โลเคชั่นตั้งแคมป์ และสวนซากุระตอนจบ ส่งบรรยากาศให้กับเนื้อเรื่องตอนนั้นได้ดีมากเลยล่ะ

รวมๆ แล้วระดับความน่าดูให้ไปที่ 8.5/10 หรือเลเวลต้มยำกุ้ง และขอทิ้งท้ายด้วยประโยคจาก “ชายูรี” ให้กับผู้อ่านลองตอบตัวเองดู ที่ว่า “เมื่อขึ้นสวรรค์ไปพระเจ้าจะถามคำถาม 2 คำถาม ถ้าตอบใช่ ทั้งสองคำถามชาติหน้าก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ คำถามหนึ่งก็คือ มีความสุขกับชีวิตที่ผ่านมาไหม และอีกคำถามก็คือ คนอื่นมีความสุขเพราะเราด้วยหรือเปล่า”

ผู้กำกับ : ยูแจวอน (ผลงานก่อนหน้า “Abyss”)

เขียนบท : ควอนฮเยจู (ผลงานก่อนหน้า “Go Back Couple”)

ช่องทางการรับชม : Netflix

ดูซีรี่ย์ Hi Bye Mama (2020) บ๊ายบายแม่จ๋า ซีรี่ย์ Netflix i-MovieHD.com

ความรู้สึกหลังดู
เรื่องย่อ ‘Hi Bye Mama! บ๊ายบายแม่จ๋า’  ขอยอมรับแต่โดยดีว่าไม่ได้ใส่ใจจะดูซีรีส์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ในตอนแรก อาจเป็นเพราะหน้าหนังที่มันดูเป็นหนังครอบครัวอบอุ่น(?) แบบที่ทางเราเองก็ไม่ค่อยจะสันทัดเท่าไหร่นัก แต่พอได้ตั้งใจทำความรู้จักซีรีส์เรื่องนี้แบบจริงจัง ก็เริ่มค้นพบว่า “สนุกว่ะ!” คือมันสนุกตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้ดูไปลุ้นไปว่า “ถ้าได้เจอคนที่ตายไปแล้วอีกครั้ง แต่ละคนจะมีรีแอ็กชันกันยังไงกันนะ?” สามีที่แต่งงานใหม่และกำลังจะมูฟออน เพื่อนสนิทที่อาจไม่สนิทกับเราอีกแล้ว ลูกที่ไม่รู้จักเราแถมยังรักแม่เลี้ยงมากกว่าสิ่งใดในโลก การกลับมาที่ดูจะผิดที่ผิดทางเหมือนจะเป็นบทลงโทษมากกว่าของขวัญเสียด้วยซ้ำ เราจึงจะได้เห็นมุมมองต่อการกลับมาของชายูริที่หลากหลายผ่านสายตาของแต่ละตัวละคร แม้จะเคยดูซีรีส์ที่เกี่ยวกับโลกหลังความตายมาแล้วหลายเรื่อง แต่การให้ตัวละครที่ตายไปแล้วกลับมามีชีวิตแบบปกติธรรมดานี่แหละที่ทำให้เรามองเห็นแง่มุมการใช้ชีวิตได้อย่างลึกซึ้งและเข้าถึงเรื่องราวของตัวละครได้อย่างง่ายดาย แค่ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเรามีเวลาเหลืออีกแค่เพียง 49 วัน เราจะใช้มันยังไงให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนจะจากไปตลอดกาล…

โลกหลังความตายที่เราสามารถเลือกได้ว่า จะไปเกิดใหม่ หรือเป็นวิญญาณอยู่ข้าง ๆ คนที่เรารักนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมาเรามักจะได้เห็นบาดแผลและการเยียวยาของคนเป็นที่ต้องเผชิญความเจ็บปวดอย่างท่วมท้น แต่คราวนี้เราจะได้เห็นอีกมุมมองของคนตายไปแล้วที่ยังมีห่วง และสิ่งที่ทำให้พวกเขาไปสู่สุคติไม่ได้ ซึ่งเรื่องราวของของชายูริก็ได้สื่อสารออกมาถึงสัจธรรมของการจากลา ที่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คนเราวันหนึ่งก็ต้องจากไป และเมื่อเวลานั้นมาถึง การยอมรับและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี่แหละที่จะทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้ แม้ว่าการจากลาจะทำให้รู้สึกราวกับว่าโลกถล่มทลาย แต่เมื่อคนที่เรารักจากไปย่อมทิ้งตัวตนไว้ในเศษเสี้ยวความทรงจำและชีวิตเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ และเมื่อเราได้ระลึกถึงสิ่งเหล่านั้น เราก็จะมองเห็นความงดงามของการจากลาได้ในที่สุด เหมือนประโยคหนึ่งในเรื่องที่กล่าวว่า “กลีบดอกร่วงหล่น แต่ดอกไม้ยืนยง ส่วนกลิ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ ฝังลึกลงไปในความทรงจำของเรา…”

เพราะตีมหลักของซีรีส์เรื่องนี้ให้เน้นความสำคัญไปที่ความรักของแม่และลูก แน่นอนว่าเราจะได้เห็นถึงความรักของชายูรีที่มีต่อลูกน้อยของเธอ แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังได้เห็นความรักที่แม่ของชายูรีมีต่อเธอในฐานะลูกสาวเช่นเดียวกัน

แม่ที่ต้องสูญเสียลูกไปก่อนเวลาอันควร โดยที่ไม่มีโอกาสได้บอกลา เธอต้องใช้พลังใจแค่ไหนในการก้าวผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้ไปได้? และการที่ชายูริกลับมามีชีวิตอีกครั้งก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจว่า แท้จริงแล้วความรักของคนเป็นแม่นั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่าการอยากเห็นลูกมีความสุขเพียงเท่านั้น นอกจากนี้เรายังจะได้เห็นความรัก ความสัมพันธ์ และมิตรภาพในอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อน คนรัก คนรู้จัก รวมไปถึงความสัมพันธ์ของเหล่าผี ๆ ที่ยิ่งทำให้เรารู้สึกอบอุ่น อิ่มเอมไปทั้งหัวใจ จนต้องดูไปยิ้มไป แต่ละตัวละครก็จะมีเรื่องราวของตัวเอง ที่ดูแล้วอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้าง

ประเด็นที่เราชอบมากเป็นพิเศษอีกอย่างคือ บทใส่ความแข็งแกร่งลงไปในตัวละครผู้หญิงเรื่องนี้ค่อนข้างมาก อย่างตัวชายูริเองนั้น ก็ไม่ได้ต้องการจะกลับมาในฐานะภรรยา หรือจะมาแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของโจคังฮวาเลยแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่อยากกลับมาอยู่ข้าง ๆ ลูกน้อยเท่านั้น รวมถึงความสัมพันธ์ของชายูริกับโอมินจองในฐานะแม่แท้ ๆ กับแม่เลี้ยง (ที่ไม่ได้ใจร้ายเหมือนในนิทาน) ก็มักจะแสดงออกมาให้เราเห็นว่าพวกเธอทั้งคู่ต่างชื่นชมและหวังดีต่อกันและกันมากกว่าจะคิดร้ายต่อกันเสียอีก รวมถึงอีกหนึ่งสมาชิกในแก๊งค์อย่างรุ่นพี่ ‘โกฮยอนจอง’ ที่เป็นการรวมตัวกันสามคนแบบงง ๆ แต่ทำให้เราซาบซึ้งใจในมิตรภาพของคำว่าเพื่อนได้อย่างแท้จริงเลยล่ะ

แม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างดราม่าหนักหน่วง แต่คนเขียนบทก็เลือกที่จะใส่ความโรแมนติกและคอมเมดี้ ผ่านความเป็นธรรมชาติของแต่ละตัวละครออกมาได้อย่างจริงใจ ทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างฟีลกู๊ด ดูแล้วไม่เครียดมากจนเกินไป (แต่ก็เสียน้ำตาหนักอยู่เด้อออ) นอกจากนี้ยังมีบทสรุปของแต่ละตอนที่ให้แง่คิดและทำให้เราตกตะกอนความรู้สึกบางอย่างออกมาได้อย่างเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวของพวกเขาได้ดีทีเดียว รวมถึงการเล่าเรื่องแบบ Flashback กลับไปเป็นระยะในช่วงเวลาของโจคังฮวากับชายูริเมื่อ 5 ปีก่อน ก็ดึงดราม่าสะเทือนอารมณ์ให้เราน้ำตาแตกได้ทุกอีพี นับเป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เปรียบเหมือนอาหารจานพิเศษที่ปรุงรสมาได้อย่างกลมกล่อม ดูแล้วสุข ซึ้ง เศร้า กินใจตั้งแต่ต้นเรื่องลากยาวไปจนกระทั่งตอนจบเลยทีเดียว

นอกจากบทจะละเมียดละไมเก็บทุกดีเทลได้อย่างน่าประทับใจแล้ว อีกหนึ่งจุดที่เด่นมาก ๆ ไม่แพ้กันคือ ‘การแสดง’ ของนักแสดงทุกคนที่เข้าถึงบทบาท สามารถถ่ายทอดอารมณ์และข้อความที่ผู้กำกับต้องการสื่อออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ในซีนปะทะอารมณ์กันก็ส่งต่อความรวดร้าวมาถึงคนดูและทำให้เราหลอมรวมความรู้สึกไปกับตัวละครได้เป็นอย่างดี นับเป็นการคัมแบ็คในรอบ 5 ปีของ ‘คิมแทฮี’ ที่คุ้มค่าสมการรอคอยจริง ๆ ทำได้ดีมาก ๆ ทั้งในบทบาทของแม่และลูก ส่วนพระเอกของเราอย่าง ‘อีคยูฮยอง’ ก็รักษามาตรฐานการแสดงของตัวเองได้ดี๊ดีไม่ทำให้ผิดหวังแม้แต่น้อย สีหน้าและแววตาที่สิ้นหวังของเค้ามันกัดกร่อนไปถึงหัวใจเราจริง ๆ แต่เวลาถึงซีนต๊อง ๆ ก็แสดงออกมาได้น่ารักสุด ๆ ‘โกโบบยอล’ ตัวละครที่เราไม่ได้คาดหวัง แต่ดูแล้วหลงรักสุดหัวใจ เป็นนักแสดงที่เก็บรายละเอียดอารมณ์ของตัวละครได้ดีมาก ยังไม่รวมถึงนักแสดงระดับฝีมืออย่าง ‘คิมมีคยอง’ ที่เรามักจะเห็นเธอในบทบาทคุณแม่ที่แสดงออกมาได้อย่างน่าประทับใจอยู่เสมอ และหนุ่มน้อย ‘ซออูจิน’ ในบทบาทลูกสาวตัวน้อยของแม่ ๆ ก็แสดงบทบาทใสซื่อออกมาได้อย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติสุด ๆ (แค่นั่งทำตาแป๋ว ๆ ป้าคนนี้ก็ใจละลายแล้วจ้า) นอกจากนักแสดงหลักแล้วนักแสดงคนอื่น ๆ ในเรื่องก็รับผิดชอบบทบาทของตัวเองได้ดีและแสดงออกมาได้อย่างน่าประทับใจไม่แพ้กันเลยล่ะ

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พูดได้เลยว่า ถ้าไม่ได้กดเข้าไปดูเราคงพลาดซีรีส์ที่ดีที่สุดในชีวิตไปเรื่องหนึ่งเลยล่ะ สุดท้ายนี้เราขอทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคหนึ่งจากซีรีส์ Hi bye mama ที่ทำให้เราได้ฉุกคิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา และอยากจะใช้วันเวลาที่มีอยู่ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อย่างดีที่สุด “เมื่อขึ้นสวรรค์ไปพระเจ้าจะถามคำถามสองข้อ ถ้าตอบใช่ทั้งสองคำถาม ชาติหน้าก็จะได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ คำถามหนึ่งก็คือ มีความสุขกับชีวิตที่ผ่านมาไหม? และอีกคำถามก็คือ คนอื่นมีความสุขเพราะเราด้วยหรือเปล่า?”  ดูหนังออนไลน์ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *